ชีวิตล่าสุด "มาดามเดวี" สาวญี่ปุ่นที่แต่งงานกับประธานาธิบแห่งอินโดนีเซีย ในวัย 80 ปี

คอมเมนต์:

เธอถูกยกให้เป็น ซินเดอเรลลาแห่งเอเชีย !!

    มาดามเดวี ผู้ได้ชื่อว่าซินเดอเรลลาแห่งเอเชีย ภริยาของอดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กับความงามในวัย 80 ปี ที่ทำชาวเน็ตฮือฮาทั้งโซเชียล

    มาดามเดวี หรือ รัตนา ซารี เดวี ซูการ์โน (ชื่อเดิม นาโอโกะ เนโมโตะ) เซเลบชื่อดังชาวญี่ปุ่น ผู้เป็นภริยาของประธานาธิบดีคนแรกแห่งอินโดนีเซีย ซูการ์โน เธอขึ้นชื่อในเรื่องของการทำงานในด้านการกุศลมาโดยตลอด ซึ่งตอนนี้เธออายุ 80 ปีแล้ว ยังดูสวยไม่ต่างจากตอนสาวเลยทีเดียว

 

Sponsored Ad

 

ภาพจากงานการกุศลของเธอ

    หากเอ่ยชื่อของ นาโอโกะ  เนโมโตะ คงไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าเป็น รัตนา ส่าหรี เทวี ซูการ์โน หลายคนคงร้องอ๋อ แต่ก็อาจจะไม่ทราบอยู่ดีว่าภรรยาคนที่ 6 ของประธานาธิบดีคนแรกแห่งอินโดนีเซียนั้นเป็นชาวญี่ปุ่นโดยกำเนิด เธอพลิกชีวิตจากสาวบาร์ชั้นสูงในโตเกียว พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะของสตรีหมายเลข 1 อินโดนีเซียในเวลาอันสั้น ความสวยอาจเป็นบันไดขึ้นสู่อำนาจ แต่ถ้าปราศจากความฉลาดและความสามารถ เธอคงไม่อาจจะเป็นหนึ่งในตำนานที่โลกมอบฉายาว่า “ซินเดอเรลลาแห่งเอเชีย” “แจ็กเกอลีนแห่งญี่ปุ่น” “มาดามเดอ ปงปาดูร์ แห่งฝรั่งเศส”

 

Sponsored Ad

 

    ย้อนกลับไปในปีพ.ศ.2502 ขณะนั้นสาวน้อยนาโอโกะ  เนโมโตะ เพิ่งมีอายุได้ 19 ปี เธอทำงานเป็นพนักงานต้อนรับอยู่ในบาร์แห่งหนึ่งในย่านกินซ่าใกล้กับโรงแรมอิมพีเรียล พร้อมทั้งศึกษาด้านศิลปะและบันเทิงควบคู่กันไปด้วย ที่นั่นเอง เธอได้พบกับประธานาธิบดีซูการ์โน ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่ที่ดูมีเสน่ห์ในวัย 57 ปี เขาเป็นผู้นำคนสำคัญที่ปลดแอกประเทศอินโดนีเซีย ให้หลุดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ยาวนานถึง 301 ปี ซึ่งอิสรภาพที่อินโดนีเซียได้รับในครั้งนั้น มาจากการที่ญี่ปุ่นบุกอินโดนีเซียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และขับไล่เนเธอร์แลนด์ออกไปได้สำเร็จ

 

Sponsored Ad

 

จากสาวน้อยนาโอโกะ เนโมโตะ เติบโตมาเป็นสาวสะพรั่ง

    ความรักของผู้นำประเทศกับหญิงสาวพนักงานต้อนรับในบาร์ ไม่น่าจะไปได้ไกลกว่าการพบปะชั่วครู่ยาม แต่ด้วยความสวยและความฉลาดของนาโอโกะ ที่สามารถมัดใจท่านซูการ์โนได้อยู่หมัด ในปี พ.ศ.2505 เธอได้พลิกชีวิตจากสาวบาร์ไปเป็นซินเดอเรลล่าแห่งเอเชีย เมื่อท่านประธานาธิบดีซูการ์โน ซึ่งอยู่ในวัย 60 ปี ณ ตอนนั้น ได้ขอแต่งงานด้วยถ้อยคำที่สุดแสนจะโรแมนติกว่า “ขอให้เธอได้โปรดมาเป็นความเบิกบานในชีวิตผม”

 

Sponsored Ad

 

ความรักที่เบ่งงานระหว่าง รัตนา ส่าหรี เทวี กับประธานาธิบดีซูการ์โน ทั้งคู่แต่งงานในปี 1962

    ชีวิตเกอิชาชั้นสูงแห่งโตเกียวที่พลิกโฉมหน้าไปเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งของอินโดนีเซีย เปิดเผยให้เรารับรู้ผ่านสำนวนของ “วราวุธ” ผู้รักการถ่ายทอดชีวิตบุคคลสำคัญของโลก หนังสือเรื่อง “บุหงา ซากุระ” พาเราไปสัมผัสชีวิต จิตใจของ นาโอโกะ  เนโมโตะ ที่ต้องดูแลแม่ที่พิการและน้องชายอีกหนึ่งคน แทนพ่อที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านั้น การรับปากแต่งงานกับชายผู้มีอำนาจ นอกจากจะส่งเสริมวาสนา บารมีของเธอเองแล้ว ส่วนหนึ่งยังทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองเป็นลูกที่ดี ดังความตอนหนึ่งในหนังสือที่เขียนไว้ว่า “ฉันต้องการทำให้แม่พอใจ ด้วยการทำตามที่แม่แนะนำเพราะฉันสามารถแต่งงานกับผู้ชายร่ำรวยได้โดยไม่ยากนัก”

 

Sponsored Ad

 

    ชีวิตการเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งอินโดนีเซียที่ต้องไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ต่างภาษาและวัฒนธรรมนั้นไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เธอเป็นชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่เคยกดขี่ข่มเหงอินโดนีเซียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เธอก็พร้อมที่จะชนะการเดิมพันด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เธอเปลี่ยนชื่อจาก นาโอโกะ  เนโมโตะ เป็น รัตนา ส่าหรี เทวี ซูการ์โน ซึ่งฟังดูแล้วกลายเป็นอินโดขึ้นมาทันที เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามตามสามี และสวมชุดแต่งกายประจำชาติของอินโดนีเซียจนกลายเป็นภาพจำของเธอ

 

Sponsored Ad

 

เทวีซูการ์โน ในชุดประจำชาติที่กลายเป็นภาพชินตาของเธอ

    รัตนา ส่าหรี เทวี ไม่ใช่ผู้หญิงที่สมควรจะเก็บเอาไว้หลังบ้านด้วยความสวยและความฉลาดที่ไม่เป็นรองใคร ในที่สุดประธานาธิบดีซูการ์โนก็ตัดสินใจแต่งตั้ง รัตนา ส่าหรี เทวี เป็นที่ปรึกษาพิเศษของเขา นำมาซึ่งความกังขา ด้วยเหตุที่ท่านเองก็จบการศึกษาถึงระดับปริญญาเอกวิศวกรรมศาสตร์และมีประสบการณ์มากมาย แล้วยังต้องการคำปรึกษาจากผู้หญิงซึ่งจบแค่มัธยมปลายละหรือ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดุเดือดโดยเฉพาะจากสตรีชาวอินโด

Sponsored Ad

รัตนา ส่าหรี เทวี ในตำแหน่งที่ปรึกษาประธานาธิบดีซูการ์โน

    รัตนา ส่าหรี เทวี ตอบคำถามถึงประเด็นนี้ว่า “ฉันอยากให้ลองจิตนาการดูว่า ถ้าคุณเป็นประธานาธิบดีผู้ยืนอยู่บนยอดเขาฟูจิที่อยู่สูงเสียจนมองไม่เห็นพื้นด้านล่างเพราะมีเมฆบดบังเต็มไปหมด ท่านเองก็มีสภาพเช่นนั้น เพราะคนที่รายล้อมตัวท่านทำทุกอย่างเพื่อตัวท่าน ซึ่งต่างจากฉันอย่างสิ้นเชิง”

    การพัฒนาตัวเองอย่างยิ่งยวดเป็นคุณสมบัติเด่นของรัตนา ส่าหรี เทวี หรือมาดามซูการ์โน เธอสามารถทำในสิ่งที่เธอไม่เคยทำมาก่อน ได้อย่างแคล่วคล่องจากการฝึกฝน อย่างเช่นการเล่นกอล์ฟได้ดีจนกระทั่งออกรอบกับสามีได้ นอกจากนี้ยังคอยสังเกตสังกาว่าต้องทำตัวอย่างไรจึงสามารถเพิ่มคะแนนให้กับสามี ดังใจความตอนหนึ่งได้เขียนไว้ว่า

รัตนา ส่าหรี เทวี และประธานาธิบดีซูการ์โน

    “ความพยายามเอาใจนายพลซูฮาร์โตของรัตนา ส่าหรี เทวี ยังไม่หมดเพียงแค่นี้ เธอสืบทราบมาว่า นายทหารคนนี้ชื่นชอบการเล่นกอล์ฟมาก ทั้งๆ ที่เธอไม่เคยเล่นกีฬาประเภทนี้และไม่เคยสนใจมาก่อนเลย แต่เธอตัดสินใจหัดเล่นกีฬากอล์ฟ จนสามารถออกรอบกับนายพลซูฮาร์โตได้”

    “รัตนา ส่าหรี เทวี มักประกาศอย่างภาคภูมิใจเสมอมาว่า หน้าที่ของตัวเธอนั้น มิได้ทำหน้าที่ของภรรยาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเหมือนเงาของเขา เป็นเลขานุการ ผู้รู้ใจ เพื่อนและคนที่เขาไว้วางใจ”

รัตนา ส่าหรี เทวี และบุตรีชื่อ Kartika

    น่าเสียดายที่รัตนา ส่าหรี เทวี มิได้อยู่เคียงข้างสามีในยามบั้นปลายชีวิต ประธานาธิบดีซูการ์โนคงเห็นเค้าลางไม่สู้ดีในบ้านเมือง ประกอบกับการที่ตนถูกลิดรอนอำนาจโดยประธานาธิบดีซูฮาร์โต (ซึ่งขณะนั้นยังเป็นนายพล) เขาจึงวางแผนให้เธอกลับไปคลอดบุตรที่ประเทศญี่ปุ่นราวกับเป็นการลี้ภัย หลังจากนั้นได้ 3 ปี ประธานาธิบดีซูการ์โนก็ถึงแก่อนิจกรรม

    บั้นปลายชีวิตของท่านแม้จะอยู่ในสภาพไม่ได้สติ หลับๆ ตื่นๆ โดยมีรัชมาวาตี ลูกสาวที่เกิดจากฟัตมาวาตี ภริยาลำดับสาม ที่เฝ้าพ่อจนวาระสุดท้ายของชีวิต เธอได้ยินคำพูดสุดท้ายที่พ่อเปล่งออกมาเต็มสองหูก่อนที่เขาจะลาจากโลกนี้ไป คำพูดนั้นคือ.. “รัตนา ส่าหรี เทวี”

    หลังจากตกพุ่มหม้ายในปีพ.ศ.2513 ซึ่งตอนนั้นเธอมีอายุได้เพียง 30 ปี ชีวิตช่วงต่อมาของเธอเต็มไปด้วยสีสัน ในฐานะหม้ายสาวรสแซ่บและเจ็ตเซ็ตเตอร์ในสังคมชั้นสูง เธอใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปและอเมริกาอยู่หลายปี ก่อนจะกลับไปอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นการถาวร พออายุได้ 53 ปี เธอก็กลับมาสร้างความฮือฮาให้โลกตกตะลึงด้วยอัลบั้มนู้ดกึ่งศิลปะที่มีการเพ้นต์ตามตัวอันเป็นศิลปะที่เธอโปรดปราน ร่วมกับชุดกิโมโนบางเบาที่มีลวดลายสวยงาม เมื่อหนังสือออกวางแผงในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2536 โลกก็ตั้งคำถามว่าเธอทำสิ่งนั้นเพื่ออะไร มาดามซูการ์โนมีคำตอบว่า

    “หนังสือของฉันเล่มนี้ต้องการสะท้อนเส้นทางของชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย พร้อมทั้งแสดงอารมณ์และความรู้สึกที่มนุษย์ต้องมีกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความสุข ความรุ่งโรจน์และความโรยรา”

    6 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา รัตนา ส่าหรี เทวี หรือเดวี ฟูจิง (คุณนายเทวี) ที่คนญี่ปุ่นเรียกขาน เพิ่งจะจัดปาร์ตี้ฉลองวันเกิดอายุครบ 80 ปี ซึ่งนับว่าเป็นเธอเป็นสตรีที่สวยมากในวัยขนาดนี้ ที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตอย่างโชกโชน ทั้งในด้านธุรกิจงานสังคม และชีวิตส่วนตัว เธอกล่าวขอบคุณเพื่อนๆ ที่เดินทางมาร่วมอวยพรวันเกิด พร้อมทั้งแบ่งปันภาพสวยๆ ให้แฟนคลับกลุ่มเล็กๆ ที่ติดตามเธอทางอินสตาแกรม @dewisukarnoofficial อยู่เนืองๆ

    ความสุขในวัยใกล้ 80 ปี รัตนา ส่าหรี เทวี ยังคงสวยสคราญ

    “บุหงาซากุระ” ผลงานของวราวุธ ฉายภาพชีวิตฉบับเต็มซึ่งทำให้เราได้รู้ว่า กว่าจะมาเป็นซินเดอเรลลาแห่งเอเชียนั้น ไม่ใช่เรื่องที่บังเอิญเลย อ่านเรื่องเต็มได้จากหนังสือเล่มนี้

    ปัจจุบันเธอคือสุภาพสตรีในชนชั้นสูงของญี่ปุ่นที่เพิ่งจัดงานครบรอบวันเกิดอายุครบ 80 ปี และเมื่อมีคนถามถึงเคล็ดลับความงามของเธอ เธอตอบในทันทีว่า "..ฉันจะมีชีวิตอยู่จนกว่าศัตรูของฉันจะตายหมด.."

.

.

.

.

.

ถ่ายกับนางงามอินโด

มาดามเดมีและอดีตประธานาธิบดีซูการ์โนแห่งอินโดนีเซีย

ชมคลิป

View this post on Instagram

2月6日 私の傘寿を祝うガラディナーをホテルニューオータニ 「トゥールダルジャン」で開きまた。 インドネシアから 22名、パリ、NYから 5名、私の80歳の誕生日を祝う為 駆けつけて下さいました。 出席できなかった滝川クリステルさんに代わって、小泉進次郎大臣がお花を届けに来て下さり、感激いたしまた。 寿柳貴彦さんがお祝いの舞を、オペラベラが乾杯の歌を、旭日双光章を受賞された赤坂育子姐さんと 芸者衆が笛と舞を。 最後に美川憲一さんが素晴らしい歌のプレゼントをして下さいました。 私は何てラッキーな女性でしょう!🥰 同じ傘寿を迎えられた、赤坂育子姐さんと、浅丘ルリ子さんとバースデーケーキの蝋燭を消しました。🎂✨

A post shared by デヴィ夫人 (dewisukarno) (@dewisukarnoofficial) on

คลิปเปิดไม่ออก >>> กดตรงนี้ คลิ๊ก <<<

ข้อมูลและภาพ จาก @dewisukarnoofficial

บทความที่คุณอาจสนใจ