เปิดใจ "ข้าวทิพย์ ธิดาดิน" เล่าชีวิตจริง 12 ปีในวงการ ไม่สนคนมองไม่มีงานจนต้องกลับบ้านนอกไปทำนา

คอมเมนต์:

เป็นคนที่น่ารักมาก ๆ เลยค่ะ พิธีกรพยายามดึงคำถามให้ตอบเรื่องคนดูถูกคนนินทา แต่เธอก็ม่เอ่ยถึงใครเลย แสดงว่าเป็นคนไม่ขี้อิจฉาริษยามีพลังบวกในตัวเองสูง ใครอยู่ใกล้ก็จะมีความสุขไปด้วย

        ต้องบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปินลูกทุ่งสาวหน้าหวานขวัญใจแฟนเพลงค่อนประเทศ ที่ใคร ๆ ก็ชมว่าสวยหวานเรียบร้อยมากทีเดียว สำหรับ "ข้าวทิพย์ ธิดาดิน" นักร้องลูกทุ่งสาวเสียงใส ล่าสุดเจ้าตัวได้มาเปิดชีวิตในวงการกว่า 12 ปี ที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ตกอับไร้งานไร้เงิน จนต้องหนีกลับบ้านนอกไปทำนา  ผ่านรายการ คุยแซ่บSHOW

        สาวข้าวทิพย์เผยว่ากว่าจะมาจุดนี้ในวงการบันเทิงเธอต้องใช้ความอดทน ขยันขันแข็ง ความพยายามถึง 12 ปี โดยเธอเล่าย้อนกลับไปว่า คุณพ่อคุณแม่มีอาชีพหลักทำนา อาชีพเสริมคือหมอลำ ตั้งแต่จำความได้เห็นคุณพ่อร้องหมอลำเลี้ยงตน มันเป็นความทรงจำที่มีความสุขมาก ๆ มันเลยทำให้ตนอยากฝึกร้องหมอลำ ตั้งแต่เด็ก ๆ จะร้องหมอลำตามทุ่งนา ตนก็ครูพักลักจำจากคุณพ่อ 

 

Sponsored Ad

 

        ซึ่งหลังจากที่ตนได้เซ็นสัญญากับทางแกรมมี่ คุณพ่อคุณแม่ก็ภูมิใจมาก ๆ เมื่อก่อนแค่คุณพ่อกับคุณแม่เห็นตนเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปประกวดตามที่ต่าง ๆ คุณพ่อคุณแม่ท่านก็ดีใจมาก ๆ แล้ว พอตนได้มาทำเพลงกับแกรมมี่มันเกินฝันมาก ๆ 

 

Sponsored Ad

 

        ซึ่งหลังจากที่สาวข้าวทิพย์เริ่มโด่งดังขึ้น เจ้าตัวก็ได้เผยว่าเงินก้อนแรกที่ได้ก็นำเอาไปปลดหนี้ให้กับครอบครัวกว่าครึ่งล้าน ซึ่งเป็นหนี้ที่คุณพ่อคุณแม่กู้ธนาคารมาส่งพี่สาวเรียนหนังสือ


 

Sponsored Ad

 

        นอกจากนี้ถึงแม้สาวข้าวทิพย์จะโด่งดังเป็นนักร้องที่มีคนรู้จักแล้ว สาวข้าวทิพย์ก็ยังนั่งรถสองแถวไปทำงาน ไม่ซื้อรถเป็นของตัวเอง โดยเจ้าตัวได้ให้เหตุผลว่า ที่ไม่ซื้อรถเพราะคิดว่าเอาเงินไปใช้หนี้ให้ครอบครัวดีกว่า แล้วเวลาไปคอนเสิร์ตบริษัทก็มีรถตู้ให้อยู่แล้ว รถตู้ก็จะไปรับแล้วก็ส่ง แล้วตนไม่ค่อยออกไปเที่ยวด้วย ไม่ค่อยได้ใช้เงิน เวลาจะไปไหนตนก็จะนั่งสองแถวหรือไม่ก็นั่งแท็กซี่สลับกันไป 

        นอกจากนี้ถึงแม้จะมีรายได้มหาศาลแล้ว แต่สาวข้าวทิพย์ก็ยังเช่าแมนชั่น เดือนละ 2,900 บาทอยู่ อีกทั้งยังอยู่แบบนี้มาเป็นเวลา 11 ปี โดยเจ้าตัวได้ให้เหตุผลที่เช่าแมนชั่นราคาถูกนี้เนื่องจากเดินทางสะดวกอีกทั้งยังใกล้กับห้องอัดเพลงอีกด้วย

 

Sponsored Ad

 

        และด้วยราคานี้เลยเป็นเหตุให้มีคนเข้ามาพยายามจะเข้าไปทำมิดีมิร้ายกับสาวข้าวทิพย์ โดยเจ้าตัวได้เล่าย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า ตอนนั้นตนอยู่ที่นั่นมา 11 ปีแล้ว และตอนนั้นเป็นช่วงที่ตนเพิ่งกลับมาจากห้องอัดตอนเที่ยงคืน ตนก็กลับมากับน้องสาว

 

Sponsored Ad

 

        ซึ่งน้องสาวพักอยู่ห้องข้าง ๆ กัน ก็มีผู้ชายคนหนึ่งมาเคาะห้อง ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นน้องสาว แต่ตนก็เอะใจ เพราะน้องสาวเคยเข้ามาห้องข้าวทิพย์แล้วบอกว่า มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาในห้องน้องสาว แล้วมาค้นใต้เตียง น้องสาวก็บอกว่าเข้ามาทำไม เขาก็บอกว่าหลงห้อง ดีที่วันนั้นตนเอะใจตนจึงส่องตาแมวก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งถือขวดเบียร์อยู่หน้าห้อง 

        จากนั้นตนจึงรีบโทรหาพี่สาว พอพี่สาวมาถึงก็เข้าไปถามผู้ชายที่อยู่หน้าห้องตนว่ามาทำไม ผู้ชายก็บอกว่ามาหาเพื่อนที่ห้อง ก่อนจะบอกว่าพอดีเคาะห้องผิด แล้วเขาก็รีบไป ตนจึงรีบโทรหาอาจารย์ที่ห้องอัดที่มีเพื่อนเป็นตำรวจอยู่ด้วยพอดี เขาเลยมาตามหา 

 

Sponsored Ad

 

        ตอนนั้นผู้ชายคนนั้นกำลังจะปีนหนี พอจับตัวได้ก็ค้นตัว ก็พบว่า ผู้ชายคนนั้นมีแผ่นหนังผู้ใหญ่ มีเทปกาว มีของลับผู้ชายปลอม ซึ่งตอนนั้นตนกลัวมาก จากนั้นก็จับส่งโรงพัก "คือเราก็คิดว่าเป็นโชคดีของเราที่มีญาติ มีคนรอบข้าง มีครู อาจารย์ที่ดีที่คอยดูแลช่วยเหลือเวลาที่เราเจอปัญหาต่าง ๆ ก็เลยไม่อยากไปพักไกล ๆ ก็อยากให้มีญาติอยู่ด้วยกันจะได้ช่วยแก้ปัญหา" ข้าวทิพย์ ธิดาดิน กล่าว

Sponsored Ad

        โดยหลังจากวันนั้นตนก็เริ่มคิดที่จะย้ายปีกว่า ตอนนี้ก็ย้ายออกมาแล้ว คือช่วงนั้นงานก็เริ่มน้อยแล้ว ตนก็คิดจะหาธุรกิจที่จะทำได้เอง ก็เลยขายผ้าไทยผ่านออนไลน์ ก็เลยปรึกษากับน้องว่าหรือว่าจะเปิดอีกห้องหนึ่ง แต่ก็อยู่ที่เดิม แต่ถ้าเป็นอย่างนี้รายจ่ายจะเพิ่มขึ้น ก็เลยคิดกับน้องว่าหรือจะมองเป็นทาวเฮ้าส์ที่มีหลาย ๆ ชั้น เก็บผ้าได้ด้วย จัดส่งได้ด้วย ซึ่งราคาก็อยู่ประมาณ 15,000 บาท ก็เลยคิดว่าจะซื้อเป็นบ้านดี ซึ่งตนคิดนานเพราะซื้อบ้านก็เป็นเรื่องใหญ่ กำลังทรัพย์ต้องเยอะ

        แต่สุดท้ายตนก็ตัดสินใจกลับบ้าน เนื่องจากช่วงนั้นเป็นรอยต่อหลาย ๆ อย่างรุมเร้า คือสัญญาก็ใกล้หมด งานจ้างก็เริ่มน้อย เพลงก็ล่าช้า แล้วน้ำก็ท่วมด้วย เป็นช่วงปี 2554-2558 ซึ่งเงินที่ตนเก็บไว้ก็ใช้ไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันตนก็ไม่มีงาน 

        แล้วเงินก้อนอีกก้อนหนึ่ง ตนก็ช่วยญาติเพราะเขาจะขายที่เอาไปซื้อรถ ตนก็เลยเอาเงินตรงนี้ไปซื้อที่เขาก่อนเผื่อเขาจะเอาที่ไปทำอะไรก่อน ตอนก่อนกลับต่างจังหวัดก็เหลือเงินประมาณหลักหมื่น คือตนดูแลตัวเองดูแลน้องได้ ถ้าเป็นระยะสั้น ๆ แต่ถ้าเป็นระยะยาวตนมองว่ามันไม่พอ อยู่ไม่รอดแน่ ตนก็เลยตัดสินใจกลับบ้าน แม่ก็บอกว่า ถ้าไม่ไหวก็กลับมานะ แม่จะเลี้ยงเอง เมื่อได้ยินแบบนั้นตนน้ำตาซึมมาก 

        "ตอนกลับไปต่างจังหวัดถามว่าลำบากมั้ย คือถ้าเรามีข้าวกิน มีปู ปลา ไก่ กิน เราก็สามารถอยู่ได้แล้ว เพราะใช้เงินไม่เยอะ ซื้อพวกน้ำปลา พริก เกลือ ก็อยู่ได้แล้ว เพราะบ้านเราก็ทำนา ที่บ้านก็ปลูกผักเราก็ไม่ได้ใช้เงินมากมาย ตอนนั้นมีหลานตัวเล็ก ๆ พอดีเพิ่งคลอดก็เลยไปเลี้ยงหลาน แล้วก็ไปช่วยพ่อแม่ทำนา ปลูกผัก" ข้าวทิพย์ ธิดาดิน กล่าว


        และเมื่อถูกถามว่ากลับไปบ้านแล้วเราไปทำอะไร ข้าวทิพย์ก็ได้เผยว่า เพราะตนเห็นคุณพ่อคุณแม่ทำนามาตั้งแต่เด็ก หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เห็นหลังคุณแม่พองเวลาดำนา แล้วต้องเอาน้ำที่ดำนามาลูบหลัง ตอนเห็นตนอยากให้คุณพ่อคุณแม่สบาย มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตนไปเห็นเถียงนาที่รั่ว ตนก็เลยอยากทำตามฝัน

        นอกจากนี้สาวข้าวทิพย์ยังเคยมีความคิดที่จะไม่ต่อสัญญากับทางแกรมมี่มาแล้ว แต่เจ้าตัวเผยว่าการเป็นนักร้องเป็นความฝันของเราและครอบครัว แล้วแฟน ๆ ของตนจะไม่คิดถึงตนเหรอ ตนก็คิดเหมือนกัน แล้วก็เสียดายโอกาสและความฝันที่ทำมา

        แต่ช่วงที่กลับบ้านก็ไม่วายมีคนเม้าธ์ว่าเธอตกอับ แต่เจ้าตัวก็ได้เผยถึงประเด็นดังกล่าวว่า ตนพยายามคิดบวก แม้ตนจะไม่ได้ต่อทางด้านนักร้องแล้ว แต่ตนก็ยังมีคุณพ่อคุณแม่ที่ยังให้กำลังใจ ตนยังมีนาที่สามารถทำได้ ตนจะปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ตนก็ทำได้ ส่วนแฟนคลับ แม้จะชอบที่ตนเป็นนักร้องก็จริง แต่ส่วนใหญ่ก็รักในความที่ตนเป็นแบบนี้ 

        "เราเป็นลูกชาวนา เราไปปักดำนา เราเป็นตัวแทนของคนอีสาน เป็นคนสู้ชีวิตที่ไปสู้ชีวิตในเมืองใหญ่ถ้าไม่ได้ต่อทางสายนักร้อง เราก็อยู่กับทุ่งนาได้ คนก็รักในความเป็นเราที่เราเป็นแบบนี้" ข้าวทิพย์ ธิดาดิน กล่าว

        แต่หลังจากที่กลับบ้านต่างจังหวัดไปเลี้ยงหลานอยู่ 3 เดือน จู่ ๆ ก็มีสายจากทีมงานติดต่อมาให้สาวข้าวทิพย์ไปเล่นละคร ซึ่งเจ้าตัวก็ได้เผยว่า ตอนนั้นตกใจมาก เพราะไม่คิดว่าตนจะได้เล่น เพราะตนไม่มีความรู้เรื่องการแสดงมาก่อนเลย ก็ถามกลับไปว่าจริงเหรอ คือไม่เชื่อ ตอนนั้นทางบริษัทดูแลให้ ทางบริษัทก็เล่าว่าเขาก็ส่งรูปนักร้องแกรมมี่หลาย ๆ คนให้ทางนู้นเลือก แล้วเขาก็เลือกตน คือวันที่ฟิตติ้งตนก็ไม่เชื่อเพราะตนหน้าตาบ้านนอกมาก ๆ ตนคิดว่าฟิตติ้งแล้ว เขาก็เปลี่ยนตัวได้ แล้วถ้าตนเล่นไม่ดี เขาก็เปลี่ยนตัวได้ คือตนไม่มั่นใจเลย

        และเมื่อถูกถามว่าแล้วรู้ไหมว่าแต่ละตอนได้ค่าตัวเท่าไหร่ ซึ่งสาวข้าวทิพย์ก็เผยว่า ตนไม่รู้เลย ตนให้บริษัทดูแล ถามว่าเล่นเรื่องแรกจบตนได้เงินเป็นก้อนมั้ย ก็เยอะอยู่สำหรับตน เงินตอนนั้นก็ยังเก็บไว้ก่อน จากนั้นค่อยมีความคิดที่จะสร้างบ้านให้คุณพ่อกับคุณแม่ เพราะบ้านหลังเดิมตนก็ยกให้พี่สาวไป แล้วตนก็มาอยู่ทุ่งนากับพ่อแม่ มานอนที่เถียงนา บางทีเห็นหลังคารั่ว ก็เลยคิดว่าน่าจะดีถ้าตนสร้างบ้านดี ๆ ให้พ่อแม่อยู่ที่เถียงนา และพอตนกลับไปก็จะไปอยู่กับพ่อแม่ ก็เลยเอาเงินไปสร้างบ้านให้พ่อแม่ที่อำนาจเจริญ

ชมคลิป

คลิปเปิดไม่ออก >>> กดตรงนี้ คลิ๊ก !!!! <<<

ที่มา : รายการ คุยแซ่บShow, Instagram kaothip.tidadin

บทความที่คุณอาจสนใจ